ในสัปดาห์แห่งการตระหนักรู้เรื่องแผ่นดินไหว (Earthquake Awareness Week) ภายใต้ธีม "Drop, cover, hold: Earthquake readiness is within our control" เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดาได้นี้ สำหรับภาคธุรกิจแล้ว แผ่นดินไหวไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคามต่ออาคารสถานที่และทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายที่ส่งผล กระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจในวงกว้าง
ความท้าทายของการหยุดชะงักทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งหลังเกิดแผ่นดินไหวคือ "การหยุดชะงักทางธุรกิจ" ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ตามมามากมาย เช่น:
- การหยุดชะงักของการผลิต: หากโรงงานหรือสถานที่ผลิตได้รับความเสียหาย กระบวนการผลิตจะหยุดชะงักทันที ส่งผลต่อการส่งมอบสินค้าและรายได้ของบริษัท
- ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน: แผ่นดินไหวอาจส่งผลกระทบต่อคู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือระบบโลจิสติกส์ ทำให้เกิดปัญหาในการจัดหาวัตถุดิบหรือขนส่งสินค้า
- ความเสียหายต่อระบบ IT และข้อมูล: ระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลสำคัญของบริษัทอาจได้รับความเสียหายหรือสูญหาย ส่งผลต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจ
- ผลกระทบต่อบุคลากร: พนักงานอาจได้รับบาดเจ็บ ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
- ความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น: การหยุดชะงักทางธุรกิจและการไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้ตามปกติ จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อบริษัท
- ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน: ผลกระทบที่กล่าวมาทั้งหมดจะส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน และกระแสเงินสดของบริษัท ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
BCM: เครื่องมือควบคุมความเสียหาย
Business Continuity Management (BCM) หรือการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถ "ควบคุม" ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ BCM ไม่ใช่เพียงแค่แผนสำรองสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน แต่เป็นกระบวนการเชิงรุกที่ครอบคลุมการวางแผน การเตรียมพร้อม การตอบสนอง และการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
BCM ช่วยธุรกิจควบคุมความเสียหายได้อย่างไร?
- การประเมินความเสี่ยง: BCM ช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวได้อย่างละเอียด เช่น ความเสี่ยงด้านอาคารสถานที่ ระบบ IT ห่วงโซ่อุปทาน และบุคลากร
- การวางแผนรับมือ: BCM ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ เช่น การกำหนดขั้นตอนการอพยพ การจัดหาสถานที่ปฏิบัติงานสำรอง การสำรองข้อมูล และการวางแผนการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน
- การลดผลกระทบ: BCM ช่วยให้ธุรกิจสามารถลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวได้ เช่น การมีระบบสำรองข้อมูลที่ช่วยให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้ในเวลาอันรวดเร็ว การมีซัพพลายเออร์สำรองที่ช่วยให้การผลิตไม่หยุดชะงัก หรือการมีแผนการสื่อสารที่ช่วยให้สามารถแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาแก่ลูกค้า
- การฟื้นฟูธุรกิจ: BCM ช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นฟูการดำเนินงานได้ในเวลาอันรวดเร็ว เช่น การมีแผนการซ่อมแซมอาคาร การจัดหาอุปกรณ์ทดแทน หรือการนำระบบ IT สำรองมาใช้งาน
"Drop, cover, hold" ในบริบทของ BCM
ธีม "Drop, cover, hold" จาก Earthquake Awareness Week สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทของ BCM ได้เช่นกัน:
- Drop: ธุรกิจต้อง "Drop" หรือลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว โดยการประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ
- Cover: ธุรกิจต้อง "Cover" หรือปกป้องทรัพย์สิน ข้อมูล และบุคลากรของตนเอง โดยการมีแผนสำรองและมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
- Hold: ธุรกิจต้อง "Hold" หรือรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจไว้ให้ได้มากที่สุด โดยการมีแผน BCM ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินงานได้อีกครั้ง
สรุป
BCM คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถ "ควบคุม" ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวได้ ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางกายภาพ การหยุดชะงักทางธุรกิจ หรือความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น การเตรียมพร้อมด้าน BCM อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจและเสถียรภาพทางการเงินขององค์กรในระยะยาว
Credit: Joseph Holness จาก JN General Insurance